วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552

ในสังคมนิยมมุตอะฮฺก็งี้แหละ

เมื่อวันก่อนผมได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นพี่มุสลิมะฮฺที่เคารพท่านหนึ่ง(ขอสงวนชื่อ) ซึ่งเธอเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่ม บะนาตุลฮูดา (เว็บไซต์บ้านมุสลิมะฮฺ) รุ่นพี่ท่านนี้เป็นคนที่อยู่ในหลักการของศาสนาและผ่านการทดสอบจากพระองค์อัลลอฮฺมามากมาย ตั้งแต่การถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเพราะการยืนหยัดในการสวมใส่ฮิญาบ แต่บททดสอบประการสำคัญที่รุ่นพี่ท่านนี้ได้ประสบพอเจอล่าสุดและเล่นเอาผมละเหี่ยใจคละเคล้าไปด้วยความรู้สึกสมเพทใน "ไอ้ซกมกแอบจิต" ตัวนั้นก็คือ รุ่นพี่มุสลิมะฮฺท่านนี้ถูกชายหนุ่มผู้นับถือในมัสฮับรอฟิเดาะฮฺหรือลัทธิชีอะฮฺตามจีบอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ว่าจะเป็นมาเฝ้าหน้าที่ทำงาน ตามตื้อสืบข้อมูลมุสลิมะฮฺท่านนี้ จนถึงขนาดมาแอบถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย!!! เมื่อมุสลิมะฮฺท่านนี้ทำทีไม่สนใจ ไอ้ซกมกแอบจิตชีอะฮฺรายนี้ก็ถึงขั้นส่งภาพวาดของท่าน ฮุเซน(รอฎิฯ) ในแบบจิตนาการของชีอะฮฺก็คือ ประเภทแบบหัวขาดเลือดสาดกระจุยดังภาพด้านล่างนี้พร้อมกับบอกว่าถ้าไม่ตอบรับการเรียกร้อจะเป็นแบบนี้ ซึ่งน่าชมเชยรุ่นพี่มุสลิมะฮฺท่านนี้ที่หาได้เกรงกลัวคำขู่ของมันไม่

อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่มุสลิมะฮฺท่านนี้เข้มแข็งพอและไม่ยอมโอนอ่อนไปกับคำขู่ ชายชีอะฮฺคนนี้ก็ได้เปลี่ยนท่าทีไปและได้ยื่นข้อเสนอที่ “กวนส้นตีน” คนรักอะฮฺลุลบัยตฺ ตัวจริง นั่นก็คือ จะขอเล่นมุตอะฮฺกับรุ่นพี่มุสลิมะฮฺของผม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!(การเล่นมุตอะฮฺหมายถึง การแต่งงานชั่วคราวที่กำหนดระยะเวลาไว้ เช่น วันเดียว หรือสองวัน ภายหลังระยะเวลาที่กำหนดได้หมดลงไปความเป็นสามีภรรยาก็สิ้นสุดด้วย) แถมยังสำรอกออกมาอย่างน่าเกลียดอีกว่าการเล่นมุตอะฮฺในครั้งนี้จะไม่มีพันธะใดๆติดตามมา อุแหม่ นี่เดี๋ยวนี้ชีอะฮฺมันอุตริถึงขนาดจะนำเอาวัฒนธรรมอันโสโครกของพวกมันมาปรับใช้กับมุสลิมะฮฺของเราแล้วรึนี่ แบบนี้มันต้องเขกกะบาลฝากไปยังลูกพี่มันที่สถานทูตอิหร่าน ตอลดจนนายซัยยิดปลอมคนนั้นด้วย ว่านี่หรือคำสอนของพวกมึง!!!เห็นมุสลิมะฮฺของเราเป็นแค่โสเภณีได้ไง !!

สำหรับผมแล้ว เรื่องดังกล่าวนี้แม้จะน่าเศร้าใจและชิงชังแค่ไหน แต่ผมก็เข้าใจว่าความกระเหี้ยนกระหือรือที่อยากจะเล่นมุตอะฮฺของชายชีอะฮฺซกมกแอบจิตคนนั้นกับมุสลิมะฮฺของเรา มันถูกกระตุ้นมาจากหลักคำสอนของชีอะฮฺที่ว่าการเล่นมุตอะฮฺได้ผลบุญมหาศาล ซึ่งจะขอยกตัวอย่างคำสอนดังกล่าวนั้นมาให้ดูกัน

قل النبي صلي الله عليه وسلم من تمتع مرة فد رجته كد رجة الحسين ومن تمتع مر تين فد رجته كد رجة الحسن ومن تمتع ثلاث مرات فدرجته كدرجة تاعلي ومن تمتع اربع مرات درجته كدرجتي
ผู้ใดก็ตามที่เล่นมุตอะฮฺจนสำเร็จแม้แค่ครั้งเดียว ตำแหน่งของเขาจะเท่าเทียมกับท่านฮุเซน และใครที่เล่นมุตอะฮฺสองครั้งตำแหน่งของเขาจะเท่าเทียมกับฮะซัน และเช่นนั้นแหละ บุคคลที่เล่นมุตอะฮฺสามครั้ง เขาได้ไปถึงตำแหน่งของท่านอะลี และใครก็ตามที่เล่นมุตอะฮฺครั้งที่สี่เขาย่อมไปถึงตำแหน่งของท่านนบี
อัลกาฟี เล่ม 2 หน้า 217 สำนักพิมพ์ ดารอัลกุฏฏุบ อัลอิสลามียะฮฺ เตหะราน
หากเรายังจำได้สักเมื่อสิบปีก่อน ทางรัฐบาลได้ประสบปัญหาทางด้านความสัมพันธ์กับสถานทูตอิหร่าน เพราะเรื่องมุตอะฮฺนี้เช่นกัน ปัญหาดังกล่าวนี้เริ่มมาจากชายชาวอิหร่านที่นิยมมาเที่ยวในประเทศไทย มักจะมาเล่นมุตอะฮฺฝากราคีไว้กับหญิงไทย ภายหลังจากเสร็จสิ้นอารมณ์หมายก็เผ่นกลับประเทศไป ทิ้งให้หญิงไทยนับร้อยต้องวุ่นเพราะลูกที่เกิดมาจากการเล่นมุตอะฮฺนั้นไม่มีพ่อ ลำบากเอารัฐบาลไทยต้องประสานกับทางสถานทูตอิหร่านกันจ้าละหวั่น
แต่เรื่องราวการเล่นมุตอะฮฺที่ดังกระโฉดไปทั่วโลก(และคงจะเป็นแบบอย่างแก่ชายชีอะฮฺทั่วโลกทุกคน) ก็คือการเล่นมุตอะฮฺของมหาบุรุษที่โลกชีอะฮฺยกย่อง บิดาของชาวชีอะฮฺและชายผู้ปฏิวัติอิหร่าน ใช่แล้ว มันคือ โคไมนี่!!!! และที่น่าทึ่งไปใหญ่ก็คือ การเล่นมุตอะฮฺของโคไมนี่นั้นทำกับเด็กน้อยอายุเพียง 6 ขวบเท่านั้น!!!(หรือบางกระแสบอกว่ามากกว่านั้นแต่ไม่เกิน 10 ขวบ)
ภาพของโคไมนี่ ผู้เล่นมุตอะฮฺกับเด็ก 6 ขวบ

สิ่งที่กล่าวมานี้หาใช่การใส่ร้ายใส่ไคล้แต่อย่างใดแต่เป็นเรื่องที่ถูกเปิดเผยจากคนสนิทของโคไมนี่เอง คือ ท่านอัซซัยยิด ฮุซัยนฺ อัลมูเซาวีย์ ผ่านหนังสือที่ท่านเขียนอุทิศไว้ก่อนตายคือ لله .. ثم للتاريخ (เพื่ออัลลอฮฺและเพื่อประวัติศาสตร์)
เรื่องราวดังกล่าวนั้นเริ่มขึ้นจาก พฤติกรรมอันต่ำช้าของโคไมนี่ซึ่งท่าน ซัยยิดฮุซัยนฺ อัลมูเซาวีย์ ได้เล่าไว้ว่า ทุกๆครั้งที่โคไมนี่จะไปเยี่ยมเยียนประชาชนชาวอิหร่านตามหมู่บ้านและชนบทต่างๆ ชาวอิหร่านมักจะนำเด็กสาวเอ๊าะๆ มาถวายแด่โคไมนี่ให้เล่นมุตอะฮฺ เพราะชาวอิหร่านเหล่านั้น หวังว่าเด็กที่เกิดขึ้นมาจะได้เป็นเชื้อสายของอิมาม!!! ซัยยิดฮุซัยนฺ อัลมูเซาวีย์ ได้เฝ้าอดทนต่อพฤติกรรมอันจัญไรนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งวันเสียงปืนแตกมาถึง เมื่อโคไมนี่ได้ทำมุตอะฮฺกับเด็กหญิงอายุเพียง 6 ขวบ ซึ่งในวันนั้น ซัยยิดฮุซัยนฺ อัลมูเซาวีย์ ได้เฝ้าอยู่และนอนอยู่ห้องข้างๆของโคไมนี่ และได้ยินเสียงเด็กร้อง ตลอดทั้งคืน จนในที่สุดซัยยิดฮุซัยนฺ อัลมูเซาวีย์ จึงได้หนีออกจากสถานที่อันวิปริตเหล่านั้น และภายหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นท่านได้เขียนหนังสือ ชื่อ لله .. ثم للتاريخ (เพื่ออัลลอฮฺและเพื่อประวัติศาสตร์) ออกมาเพื่อแฉพฤติกรรมอันชั่วร้ายของโคไมนี่ตลอดจนเหตุการณ์การเล่นมุตอะฮฺกับเด็ก 6 ขวบครั้งนั้นเช่นกัน แต่ราวกับว่าหน้าที่ท่านเสร็จสิ้นลงแล้ว ภายหลังการเขียนหนังสือชิ้นประวัติศาสตร์นี้ ท่านซัยยิดฮุซัยนฺ อัลมูเซาวีย์ ก็ได้ถูกฆาตรกรรมอย่างลึกลับ และเป็นปริศนาดำมืดจนถึงทุกวันนี้ว่าใครฆ่า ? แต่แน่นอนสติปัญญาย่อมบอกได้ว่า ใครฆ่า? ก็จะใครอีกเล่าถ้าไม่ใช่คนที่เดือดร้อนเพราะการแฉเรื่องราวเหล่านี้

ภาพหน้าปกหนังสือดังกล่าว




ดาวน์โหลดหนังสือ لله .. ثم للتاريخ ได้จากลิงค์นี้ (เป็นภาษาอาหรับ)
http://www.fnoor.com/books/fn037.zip

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีเรื่องราวอันน่าอัปยศเหล่านี้ออกมาแล้ว ทางชีอะฮฺเองก็หาได้สำเนียกและคิดปรับปรุงไม่ มิหนำซ้ำตลาดการมุตอะฮฺยังคงเฟื่องฟูขึ้นมากในหมู่วัยรุ่นชาวชีอะฮฺ และวันนี้มันก็ได้ทะลักมาสู่ชีอะฮฺในสังคมไทยแล้วเช่นกัน ตลอดจนซุนนีสมองตื้นบางคนที่กระหายทางเพศก็เออออรับการเล่นมุตอะฮฺมาเช่นกันโดยทำใจคิดว่ามันเป็นข้ออนุมัติในอิสลาม ใครไม่เชื่อลองไปหอพักแถวหน้ารามดู จะพบการเล่นมุตอะอฺเยอะพอดู

อีกประการหนึ่ง ที่ผู้เขียนพบเห็นก็คือ ความหมกมุ่นของชีอะฮฺในการเล่นมุตอะฮฺ จนถึงขนาดทำเว็บเพื่อการมุตอะฮฺโดยเฉพาะเลยคือ http://www.mutah.com/ เล่นเอามึนไปตามๆกัน ในความเป็นจริงนั้นพฤติกรรมการเล่นมุตอะฮฺนั้นจะมีความแปลกประหลาดอยู่กับคนสองกลุ่ม ก็คือ ชาวคริสต์เตียนและชีอะฮฺ ในฟากชาวคริสต์เตียนนั้นมองการเล่นมุตอะฮฺว่าเป็นสิ่งต่ำช้าแลละพยายามโจมตีอิสลาม ว่าเป็นศาสนาที่สอนเรื่องมุตอะฮฺโดยชอบไปนำเอาหลักฐานจากฝ่ายชีอะฮฺมาทั้งๆที่ชาวคริสต์เตียนไม่เคยไปมองเลยว่าในไบเบิลเองต่างหากที่มีโองการเรื่องมุตอะฮฺอยู่ ในฟากของชีอะฮฺเองนั้นก็พยายามจะยัดเยียดเรื่องมุตอะฮฺใส่พี่น้องมุสลิมโดยอ้างว่ามีในอิสลาม ก็พอจะเห็นนะครับว่าสองพวกนี้เอื้อต่อกันในการทำลายอิสลามเยี่ยงไร

สุดท้ายขอจบบทความนี้ด้วยภาพลับสุดยอด ของอุลามะอฺชีอะฮฺกับพฤติกรรมอันผิดศีลธรรม ซึ่งเป็นผลมาจากคำสอนเรื่องมุตอะฮฺครับ

อุลามะอฺชีอะฮฺในอิหร่านกำลัง เจรจาขอมุตอะฮฺกับสาวอิหร่านอยู่




ในสังคมอิหร่าน จะมีสาวๆชีอะฮฺยืนตามที่ถนน(ดังภาพข้างล่าง)เพื่อให้ชายที่สนใจมาขอเล่นมุตอะฮฺด้วยและภายหลังการเล่นมุตอะฮฺเสร็จก็จะมีการจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน ถามว่าต่างกับกะหรี่บ้านเราตรงไหน
(เล่นมุตอะฮฺกับคนไหนดีหว่า )



ซัยยิด อัลคอตามี อิมามและอดีตประธาณาธิบดีชาวอิหร่านกับความหัวงูของมัน สังเกตุแววตา เฒ่าหัวงูซะไม่มี ไม่รู้เล็งใครไว้ป่าว


โอ๊ะๆๆๆ แต๊ะอั๋งหล่าว ไอ้แก่เอ๊ย หวังจะเล่นมุตอะฮฺอีกแหงเลย ฝ่ายหญิงก็ระรื่นน่าดูหวังได้เชื้อสายอิมามมั้ง



กับเด็กยังไม่เว้น




โอ้ ท่านเราะฮฺบัต อะลี คอมาเนอี ผู้นำสูงสุดของโลกชีอะฮฺ ให้สาวๆมาจูบมือได้ไง


นี่คือ อะฮฺมัด นิญ็อด ประธานาธิบดีอิหร่าน แง่ง ปากบอกจะสู้กับอเมริกาแต่ลอกสันดานอเมริกามาเปี๊ยบ
อยู่กับสาวๆได้หน้าไม่อาย




ภาพของมุฮัมมัด บากิร ซ็อดรฺ อุลามะอฺชีอะฮฺในตำนานของอิรัค ดูผิวเผินน่าเกรงขาม แต่กรุณาดูภาพทางขวาเปรียบเทียบจะพบกับความเพลบอยอย่างเหลือเชื่อ(อยู่กับสาวแถมเปิดเอาเราะฮฺ)
Photobucket - Video and Image Hosting

ญะมีล บิน อัด-ดารีย์กล่าวว่า เขาได้สอบถามอิมามญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกว่า มุตอะฮฺเป็นที่อนุมัติสำหรับหญิงพรหมจารีด้วยหรือไม่ อิมามพูดว่า “ไม่มีความผิดในเรื่องนี้ ตราบเท่าที่ผู้หญิงไม่เด็กจนเกินไปนัก”อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้รวบรวมหะดีษ(ฝ่ายชีอะฮฺ)ทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่าเด็กหญิงที่มีอายุ 9 ขวบไม่ถือว่าเป็นเด็กจนเกินไป จากหนังสือ ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์, เล่ม 2, หน้า 196


โอ้ๆๆๆๆๆ นี่ชัดเลย จากคำสอนข้างต้น กับเด็กยังดูดดื่มขนาดนี้




กลับใจเสียเถิดชีอะฮฺ

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552

น่าอนาถใจกับคำสอนชีอะฮฺแต่งงานกับสตรีพ่อเดียวกันได้!!!

ความระยำตำบอนของชีอะฮฺไม่เพียงแค่เสี้ยมสอนให้ทำมุตอะฮฺแล้วจะได้ผลบุญ สังวาสทางทวารหนักกับสตรีแล้วไม่เสียศีลอดและด่าทอท่านหญิงอาอีชะฮฺว่าทำซินาเท่านั้น แต่ยังอุตริเสี้ยมสอนกันว่าผู้ชายสามารถแต่งงานกับสตรีพ่อเดียวกันกับนางได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับความเข้าใจของมนุษย์ทั่วโลกทุกๆศาสนาที่ว่าพี่น้องพ่อเดียวกันแม้จะคนละมารดาย่อมเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตที่จะแต่งงานด้วยมิได้!!! แต่ลัทธิชีอะฮฺสกปรกนี้พยายามจะนำเอาวัฒนธรรมในยุคมืดทางสติปัญญา(ญาฮีลียะฮฺ)ก่อนหน้าอิสลามมาใช้กันในปัจจุบันอีกจนได้ ข้อมูลที่ท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้หาใช่การใส่ร้ายหรือใส่ไคล้ที่เกิดขึ้นจากความเกลียดชังไม่ แต่เป็นการกล่าวโดยนำมาจากข้อมูลของฝ่ายชีอะฮฺเองซึ่งเป็นข้อมูลที่จับต้องได้และสามารถตรวจสอบได้ว่ามันมีเรื่องแบบนี้จริงๆ!!!
เรื่องดังกล่าวนี้นำมาจาก www.balagh.net ซึ่ง เป็นเว็บชีอะฮฺและมีหลายภาษา ข้อมูลที่ได้มานี้เป็นส่วนจากภาษาอาหรับ กรุณาดูได้จากข้างล่างนี้

Reduced 46%
Attached Image

หมายเลข 108 ความว่า : มันเป็นที่อนุมัติที่จะแต่งงานสำหรับบุตรชายในการแต่งงานกับบุตรสาวของบิดาเขาซึ่งเป็นลูกของเมียทาส

อะลี บินอิดรีส กล่าวว่า ฉันได้ถามอิมามอัรริฎอ(หนึ่งในอิมามสิบสอง) ว่าฉันมีทาสหญิง และต่อมาฉันได้มีเพศสัมพันธ์กับนาง และได้ปลดปล่อยนางให้เป็นอิสระจากการเป็นทาส แต่ต่อมานางได้ให้กำเนิดทาสหญิงมันเป็นที่ชอบด้วยกฎหมายอิสลาม(ตามทัศนะชีอะฮฺ) หรือไม่ที่บุตรชายของฉันจะแต่งงานกับบุตรสาวที่เกิดมาจากทาสหญิงคนนั้น อิมามริฎอตอบว่า ใช่ ทั้งก่อนและหลัง การมีเพศสัมพันธ์ !!!!!!


น่าอนาถใจเหลือเกินที่หลักการของลัทธิชีอะฮฺ มองผู้หญิงเป็นแค่นางบำเรอสนองกามารมณ์ทางเพศ โดยมิได้ถือว่าลูกสาวที่เกิดมาจากหญิงทาสเป็นบุตรของพ่อตน พวกมันจึงได้อนุมัติให้ผู้ชายแต่งงานกับบุตรสาวของทาสได้ ถึงแม้จะมีสายโลหิตของตัวพ่อมันก็ตาม

เอ้า ใครอยากจะเป็นชีอะฮฺอีก สาวๆชีอะฮฺยอมไหม ?

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

พระหัตถ์ของพระเจ้า พระหัตถ์ของฟะติมะฮฺ ยิวและรอฟิเดาะฮฺชีอะฮฺ!!!???

สิ่งที่ท่านกำลังเห็นต่อไปนี้คือภาพเปรียบเทียบจากพฤติกรรมทางความเชื่อของศาสนายิวในเรื่องของวัตถุเคารพทางศาสนากับพฤติกรรมของชีอะฮฺ ที่ส่อให้เห็นถึงความคล้ายคลึงและอิทธิพลที่ชีอะฮฺรับมาจากยิวเต็มๆ
ในศาสนาและความเชื่อของชาวยิวนั้นจะมีสิ่งหนึ่งที่ถูกเรียกกันว่า (Hamsa) หรือพระหัตถ์ของพระเจ้าซึ่งชาวยิวจะประดิษฐ์แผ่นเหล็กขึ้นมาให้มีรูปร่างคล้ายกับมือและมีสัญลักษณ์ของชนชาติยิวตลอดจนเครื่องหมายและข้อความต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาของยิวแกะสลักไว้ข้างบนฝ่ามือเหล็กนั้น ซึ่งอุปกรณ์ที่ถูกเรียกกันว่า (hamsa) หรือพระหัตถ์ของพระเจ้า นี่ถือเป็นวัตถุมงคลทางศาสนาของชาวยิวที่ชาวยิวให้ความเคารพเปรียบเสมือนดังไม้กางเขนของชาวคริสต์เตียน อย่างไรก็ตามกลุ่มลัทธิรอฟิเดาะฮฺชีอะฮฺซึ่งเป็นกลุ่มที่แอบอ้างชื่ออิสลามมาหากิน แต่มีความเชื่อที่คล้ายคลึงกับยิว อีกทั้งยังเชื่อว่าท่านหญิงฟะตีมะฮฺบุตรีของท่านนบีมุฮัมมัด(ศ้อลฯ) คือพระเจ้าผู้เนรมิตที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งปรากฏในรูปผู้หญิง!!!!! (เกี่ยวกับความจริงข้อนี้พิสูจน์ได้ที่ลิงค์นี้ http://www.khomainy.com/arkho/thailand/?ID=41 ) ด้วยเหตุนี้เองกลุ่มลัทธิรอฟิเดาะฮฺชีอะฮฺจึงได้เอาเยี่ยงอย่างด้วยการทำมือออกมาในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ Hamsa ของชาวยิว และใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของตนเองเช่นกัน

ภาพที่เห็นข้างล่างนี่คือ พระหัตถ์ของพระเจ้า หรือวัตถุมงคลในศาสนายิวซึ่งรู้จักกันในชื่อ Hamsa


แผ่นเหล็ก Hamsa ของชาวยิว






โปรดสังเกตุแผ่นเหล็ก Hamsa ภาพนี้ จะพบสัญลักษณ์ของชาวยิวหรือดาวเดวิดกลางพระหัตถ์อย่างชัดเจน



แผ่นเหล็ก Hamsa ของชาวยิวตามที่วางขายกันตามตลาดมีลวดลายมากมาย




แผ่นเหล็ก พระหัตถ์ฟะติมะฮฺ ของพวกชีอะฮฺหรือที่รู้จักกันในชื่อว่า يد فاطمه


ลอกเลียนแบบจากยิวเปี๊ยบๆๆ






โปรดสังเกตุภาพนี้ จะพบเห็นแผ่นเหล็กที่ถูกเรียกันว่าพระหัตถ์ฟะติมะฮฺหลังมิมบัรของอุลามะอฺชีอะฮฺในภาพอย่างชัดเจนสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของชาวยิวที่ถ่ายทอดมาสู่ลัทธิชีอะฮฺ เพราะชาวยิวก็มักใช้แผ่นเหล็ก Hamsa ในโบสถ์หรือพิธีกรรมทางศาสนาเช่นกัน


วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

รอฟิเดาะฮฺกับศาลเจ้ามุชริก

بِسمِ اللهِ الرحمن الرَحِيم
เขียนโดย ขุนศึกอิสลามพิทักษ์ลูกหลานนบี
เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ที่นับถือศาสนารอฟิเดาะฮฺหรือลัทธิ “มุตอะฮฺนิยม” นั้นเกลียดชังพ่อตาสุดที่รักของท่านนบี(ศ็อลฯ) อย่างท่านอุมัรชนิดเข้ากระดูกดำ เพียงเพราะนิยายสมองตื้นที่โคตรบรรพบุรุษของรอฟิเดาะฮฺได้แต่งขึ้นมาโดยหาว่าท่านอุมัรถีบท่านหญิงฟะติมะฮฺผู้บริสุทธิ์จนแท้งลูก ข้อกล่าวหานี้นอกจากรอฟิเดาะฮฺจะวาดภาพท่านอะลีเป็นลูกแมวเชื่องขี้ขลาดที่ปล่อยให้คนอื่นมารังแกภรรยาตัวเองแล้ว ยังส่อให้เห็นถึงความโรคจิตของรอฟิเดาะฮฺที่เกลียดชังท่านอุมัรจนหน้ามืดโดยไม่สนใจว่าคนที่รายงานเรื่องมดเท็จเหล่านี้มาจะเป็นชายขี้เมาด้วยซ้ำ (ท่านสามารถอ่านข้อเท็จจริงของนิยายพิลึกพิลั่นนี้ได้จาก http://www.sunnahcyber.com/truepath/modules/news/article.php?storyid=45 )
อย่างไรก็ตามในภายหลังเมื่อท่านอุมัรถูกสังหารโหดโดยทาสชาวอิหร่านผู้นับถือศาสนามะญูซีย์นามว่า อบูลุลุอะฮฺแล้ว ความพอใจของชีอะฮฺก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน ดังที่ มุฮัมมัด บากิร อัลมิจลีซี นักปราชญ์นามอุโฆษของชีอะฮฺได้กล่าวไว้ว่า
“วันที่อุมัรถูกฆ่าโดยกาเฟรชาวเปอร์เซียที่ชื่อว่า ลุลุอฺ คือวันที่มีสิริมงคลแห่งปี
หนังสือ ฮะยาตุลกูลูบ หน้า 870
ภาพที่ท่านกำลังจะเห็นข้างล่างนี้คือผลจากคำสอนของลัทธิรอฟิเดาะฮฺที่มีต่อมุชริกและฆาตกรคนนี้
นี่คือหน้าปกหนังสือที่แสกนมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ชื่อหนังสือว่า “ฟัรฮะตุสสะรออฺ” เขียนโดย เชคอบูอะลี อัลอัสฟะฮานี อุลามะอฺชื่อดังของรอฟิเดาะฮฺ ซึ่งได้มีการระบุถึงความประเสริฐของการเยี่ยมเยียนกุบุ้รของมุชริกนามว่าอบูลุลุอะฮฺคนนี้
อย่างไรก็ตามปัจจุบันกุบู้รของมุชริกคนนี้ถูกฝังอยู่ในประเทศอิหร่าน และชาวรอฟิเดาะฮฺชีอะฮฺเองก็มักจะมาเยี่ยมเยียนและดุอาร์กับกุบู้รนี้เสมอดังภาพที่ท่านจะเห็นต่อไปนี้
นี่คือประตูกำแพงด้านหน้าสุดของศาลเจ้าอบูลุลุอะฮฺ ซึ่งใหญ่โตมโหราฬเหลือเชื่อ
ภาพข้างล่างนี่คือข้อความที่เขียนเพื่อให้เกียรติแก่อบูลุลุอะฮฺ โดยใช้สรรพนามว่า พณฯท่านอบูลุลุอะฮฺ !!!

บริเวณภายในกำแพงและหน้าศาลเจ้าของอบูลุลุอะฮฺ

ภายในของศาลเจ้าอบูลุลุอะฮฺมีบอกรายละเอียดเสร็จสรรพ


ข้างล่างนี้คือกิติกรรมประกาศอันทรงเกียรติของอะบูลุลุอะฮฺ โปรดสังเกตุอบูลุลุอะฮฺเป็นมุชริกนับถือศาสนามะญูซี แต่ข้อความข้างบนสุดตรงกลางในรูปเลยกลับมีการกล่าวว่า บิสมิลละฮฺ ฮิรเราะฮฺมานิรรอฮีม อบูลุลุอะฮฺ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาผู้ทรงเมตตา อบูลุลุอะฮฺ

ขอพระองค์ทรงปกป้องเราจากความหลงผิดเยี่ยงนี้เถิด

ภายในห้องเก็บกูบู้รของอบูลุลุอะฮฺกับพฤติกรรมของชีอะฮฺ

โปรดสังเกตุตรงซ้ายมือของภาพมีการนำรูปวาดของท่านอะลีตามจินตนาการของรอฟิเดาะฮฺมาติดควบคู่ซะด้วย


ในขณะที่กับท่านหญิงอาอีชะฮฺและฮัฟเศาะฮฺผู้เป็นภรรยาของท่านนบีรอฟิเดาะฮฺมักจะสาปแช่ง แต่กับอบูลุลุอะฮฺผู้นับถือศาสนามะญูซีบูชาไฟ รอฟิเดาะฮฺกลับกล่าวคำว่า รอฮิมาฮุลลอฮฺหรือ ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงเมตตาแถมยังขอดุอาร์กันยกใหญ่ ดังภาพข้างล่างนี้


ระดับอุลามะอฺพันหัวใส่สาระบั่นมาเองเลยแถมกระโดดโลดเต้นเฮฮากันยกใหญ่


จงพิจารณาเถิด ว่าท่านหลงผิดไปจากทางแห่งอิสลามได้อย่างไร

โอ้ โลกชีอะฮฺจงตื่นเถิด

อยาตุลลอฮฺมูซา อัลมูซาวี"

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

ถือศีลอดก็ยังมีเพศสัมพันธ์ได้นี่ศาสนาอะไร!!??

น่าอนาถใจกับคำสอนบางประการของลัทธิรอฟิเดาะฮฺ อัลลามะฮฺ อัลฮิลลี อุลามะอฺนามอุโฆษของรอฟิเดาะฮฺแม้แต่โคไมนี่ยังยอมรับ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า "นิฮายะตุล อิฮฺกาม ฟิมะอฺรีฟะตุลอะฮฺกาม" เล่ม 7 หน้า 460 ดังว่า

"รายงานจาก อะฮฺหมัด บินมุฮัมมัด จากอะลีบินอัลฮะกัม จากอบูอับดุลลอฮฺ(อิมามบากิรลำดับที่ 5) กล่าวว่า หากผู้ชายได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงในขณะที่นางกำลังถือศีลอด มันไม่ได้ทำให้การถือศีลอดของเจ้าหล่อนเป็นโมฆะ และไม่ต้องอาบนําฆุสุล(อาบนำวาญิบชำระกายหลังร่วมประเวณี)"

สำหรับชีอะฮฺเมื่ออ่านข้vเขียนนี่เสร็จก็คงรีบจะตะกียะฮฺ ไม่จริงๆๆๆๆๆ วะฮะบีใส่ร้าย ตามเคย แต่วันนี้ปิดไม่มิดหรอกครับรอฟิเดาะฮฺ เพราะวันนี้อัลลอฮฺได้แฉโฉมหน้าการตะกียะฮฺของเจ้าจนขาดแล้ว กรุณาดูภาพที่สแกนมาจากตำราเล่มนี้สิ
Attached Image

ความสนิทระหว่างรอฟิเดาะฮฺกับคริสต์

พิธีกรรมระหว่างรอฟิเดาะฮฺกับคริสต์เตียน ช่างกลมกลืนดีแท้


พิธีกรรมอันแปลกประหลาด

ในขณะที่ฟิกฮฺของรอฟิเดาะฮฺระบุชัดเจนว่าละหมาดกับชาวซุนนะฮฺไม่ได้ แต่ทำไมถึงไปละหมาดกับบาทหลวงคริสต์เตียนได้!!!!!

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

รอฟิเดาะฮฺกับอเมริกา

อัสสลามมุอะลัยกุมวาเราะฮฺมาตุลลอฮฺ
การพูดถึงชีอะฮฺในบางครั้งเรามักจะพบว่ามีการนำหลักฐานนับร้อยนับแสนมายกกันจนเบื่อหน่ายไม่จำเป็น บางครั้งให้ภาพหรือรูปถ่ายเป็นสิ่งที่บอกเราเอาเองก็ได้ว่าลัทธิชีอะฮฺมีนิสัยอย่างไร

ชีอะฮฺกับความรักใคร่ชอบพอกับยิวและอเมริกา(แต่ขอโทษนะเผอิญเกลียดซุนนีย์เข้าไส้)
ตัวแทนจากอเมริกาดูดปากอย่างดูดดื่มกับอุลามะอฺชีอะฮฺแห่งอิหร่าน



ผู้นำอิหร่านกับยิว



ละหมาดญะนะซะให้แก่ศพทหารอเมิรกาอย่างภาคภูมิใจ




ภาพข้างล่างคือ อับดุลอะซิส อัลหะกีม หัวหน้าใหญ่ฮิซบุลลอฮฺและสภาปฏิวัติในอิรัคที่ชีอะฮฺภูมิใจ กับบุช
P120406ED-0721.JPG





อิมาม คอตามี ของชาวอิหร่านกับมารยาทอันสูงส่ง



พี่น้องรู้ไหม สงครามอิรัคนะทำเพื่อชีอะฮฺทั้งสิ้น
ภาพนี้คือโดนัล รัมเฟล กับตัวแทนชาวชีอะฮฺ


ในขณะที่ชาวอิรัคกำลังจะอดตาย อุลามะอฺชีอะฮฺอิรัคกำลังแดกข้าวกับตัวแทนอเมริกาอย่างสนุกปาก



ชีอะฮฺกับความรักที่มีต่ออเมริกา





คนที่สนิทสนมและคอยให้การช่วยเหลือแก่ทหารอเมริกาคือพวกรอฟิเดาะฮฺชีอะฮฺ











Photobucket - Video and Image Hosting

ภาพนี้อาจจะเล็กไปหน่อยแต่เด็ดมากๆ อิมาม คอตามี อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน จูบกับ เอฮุด โอเมิด ประธานาธิบดีฆาตกรของอิสราเอล
ดูภาพขนาดใหญ่


โอ้ รอฟิเดาะฮฺไหนกันเล่า ปากที่ประกาศว่าเป็นศสัตรูกับอเมริกา